WINTER THE SERIES – Letter II

Title : Letter II [Winter the series]

Couple : Peter Parker x Harry Osborn

Author : Lizxeh

Warning : Boy’s love

Note : ตอนสองมาแล้วววว และคิดว่าตอนหน้าอาจจบแล้วค่ะ แฮร์รี่คงเบื่อกับการนั่งเขียนจดหมายแล้ว 5555555555555555

=========================================================

.

.

.

2

.

.

.

.

.

หลายวันแล้วนับตั้งแต่ฉบับล่าสุด นายคงยังไม่ลืมเรื่องเล่าครั้งก่อนที่ฉันเล่าให้ฟังนะ?

เรื่องที่นายแอบร้องไห้ตอนสักสิบสามสิบสี่ได้ที่นายเห็นรุ่นพี่สุดเซ็กซี่ที่แอบชอบไปยืนจูบกับหนุ่มนักกีฬาสุดฮอตจากต่างโรงเรียนคนนั้น

.

รู้ไหมฉันแทบอยากขำออกมาดังๆจริงๆนะ แต่กลัวนายจะร้องไห้หนักกว่าเดิม แล้วก็กลัวนายจะโกรธด้วย

ฉันเลยต้องทำหน้านิ่งพร้อมๆกับกอดปลอบนาย ทั้งๆที่นายสูงกว่าฉันแล้วในตอนนั้น ไม่รู้ว่าป้าเมย์เลี้ยงยังไงให้นายโตหนีฉันภายในสี่ปี

 .

หรือจะเป็นเพราะฉันที่มักโดนนายแย่งขนมไปกินกันนะ? เลยโตไม่ทันนายเลย แย่ชะมัด

 .

 .

พูดถึงปัจจุบันบ้าง นายรู้ไหมว่าหน้าหนาวในปีนี้หนาวสุดๆไปเลย ฉันแทบไม่อยากออกไปไหนซุกตัวอยู่แต่ใต้ผ้าห่มในห้องที่เปิดเครื่องทำความร้อน

แอบคิดๆอยู่ว่าถ้านายอยู่ด้วยกันในตอนนี้คงดีไม่น้อย เพราะคงมีคนชวนฉันดื่มชาแปลกๆที่ผสมกันเองมั่วซั่วสุดท้ายก็จบลงที่ท้องไส้ปั่นป่วนปวดกันไปหลายวัน (นายนี่มันตัวปัญหาชัดๆเลยปาร์คเกอร์!)

.

และด้วยความหนาวของอากาศบ้าๆที่นี่ฉันเลยตัดสินใจไปซื้อสเวตเตอร์ตัวใหม่โดยพยายามห้ามใจไม่ให้เอาสีน้ำเงินที่นายชอบ แล้วเลือกสีเขียวสุดโปรดมาแทน

แต่มารู้ตัวอีกทีฉันก็ใส่สเวตเตอร์สีน้ำเงินไปแล้ว พอเปิดถุงกระดาษออกดู.. นายรู้ไหมว่ามันเต็มไปด้วยของที่เป็นสีน้ำเงินทั้งนั้นเลย

รู้สึกแย่จังที่ดันทำในสิ่งที่ตัวเองพยายามห้ามลงไป

.

จริงๆสีน้ำเงินก็สวยดีนะฉันว่า ไม่ใช่เพราะฉันคิดถึงนายหรอกเลยซื้อมาน่ะ

 .

 .

ก่อนจะบ่นเรื่องสีน้ำเงินบ้าๆนั่นนานกว่านี้ฉันขอตัดฉับเล่าเรื่องราวเมื่อวันก่อนให้นายรับรู้ดีกว่า

 .

เมื่อวานฉันออกไปข้างนอกตั้งใจว่าจะซื้อดอกไม้สักช่อมาประดับห้องให้ดูน่าอยู่เสียหน่อย

พอไปถึงที่ร้านประจำ สั่งของเรียบร้อยแต่ดันมีผู้หญิงที่ฉันไม่คุ้นตาเลยสักนิดเดินเข้ามาพร้อมกุหลาบช่อใหญ่ หล่อนจับมันยัดใส่มือฉันแต่ก็ไม่พูดอะไร

พอฉันจะเอ่ยถามหล่อนก็ดันวิ่งหนีไปซะได้ ดูโรคจิตจัง

 .

มารู้เอาทีหลังว่านั่นคือยัยเฟลิเซียที่เคยแอบชอบนายตอนไฮสคูลแต่เหมือนเปลี่ยนเป้าหมายมาเป็นฉันตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้

ในช่อดอกไม้มีจดหมายแนบมาด้วยนะ บอกถึงเรื่องราวความรักที่หล่อนคาดหวังว่าจะมีด้วยกันกับฉัน วาดฝันไปจนถึงวันที่แต่งงานและมีลูก หล่อนบอกอีกด้วยว่าอยากมีลูกสาวและลูกชายอย่างละหนึ่งคน

.

.

ฉันคิดว่ามันไม่ตลกเลย หล่อนดูโรคจิต

 .

 .

.

เอาเถอะมาพูดถึงเรื่องของเราบ้างดีกว่า นายได้ใส่เสื้อที่ฉันให้คนเอาไปให้หรือเปล่า เจ้าฮู้ดดี้สีเทาเข้มและสเวตเตอร์สีฟ้าสองตัวนั้นน่ะ

รู้มั้ยว่ามันเป็นตัวสุดท้ายจากคอลเลกชั่นของดีไซน์เนอร์คนโปรดฉันเลยนะ คนที่นายบอกว่ารสนิยมห่วยแตกนั่นล่ะ (อิ___อิ)

.

ฉันรู้ว่าถ้าเอาไปให้เองนายคงปฏิเสธมันแน่ๆเลยฝากเกวนให้เอาไปให้นาย แน่นอนว่านายรับมันทันทีเพราะนายไม่กล้าปฏิเสธสาวสวยแบบนั้นได้หรอก

.

ถ้าไม่ติดว่ามีนายนะ ฉันจีบเธอแน่ๆ สาบานเลย!

.

(นายคงมองไม่เห็นประโยคนั้นหรอก เพราะฉันขีดฆ่ามันไปแล้ว หึหึ) วกมาที่เรื่องป่วยออดๆแอดๆแบบคนแก่ของฉันบ้าง ตอนนี้หายเป็นปลิดทิ้งเลย เหลือเพียงแค่อาการทางจิตใจนิดหน่อย

หมอบอกว่าให้เลิกคิดมากเลิกจมอยู่กับความเจ็บปวดเดิมๆ ความทรมานเก่าๆ เพราะมันจะส่งผลให้ฉันป่วยทางกายได้

.

แต่นายรู้ไหม มันยากมากจริงๆที่จะไม่ให้ฉันคิดมากหรือเป็นกังวลอะไร ในเมื่อไม่มีนายอยู่ใกล้ๆทุกอย่างมันแย่จริงๆ

.

ฉันได้แต่คิดนะว่าถ้าวันนั้นฉันไม่ให้นายไป ในตอนนี้คงไม่ต้องมานั่งเขียนจดหมายงี่เง่าเหมือนสาวสิบสี่ที่เขียนจดหมายสารภาพรักกับรุ่นพี่หรอก

.

ถ้านายอยู่ใกล้ๆฉันคงห่อตัวอยู่ใต้ผ้าห่มหนาๆกับนายสองคน หรือไม่ก็คงดื่มชา แน่นอนว่าคนที่ดื่มคือฉัน ส่วนนายคือเจ้าของอ้อมกอดอุ่นๆที่รัดรอบตัวฉันในขณะที่เรานั่งดูหนังในห้องนอน

เขินชะมัด นายอ่านแล้วต้องจินตนาการตามนะเพราะนายจะคิดถึงฉันแล้วก็อยากจะกลับมาเร็วๆแน่นอน เอาชื่อเสียงบริษัทพ่อฉันเป็นเดิมพันเลย

 .

.

ว่าแต่ถ้ามานับดูตามวันเวลาจริงๆแล้วนายเองก็หายไปนานกว่าที่ใครจะคาดคิดนะเนี่ย ทุกคนคิดถึงนายจะแย่

แฟลชคงอยากเลี้ยงเหล้านายที่หมอนั่นได้เลื่อนตำแหน่งในงานที่ทำ รวมไปถึงงานเลี้ยงรุ่นที่เพื่อนๆมารวมตัวกันด้วย

แน่นอนล่ะฉันเองก็ไปมาแต่ถ้าไม่ได้แฟลชและเอมม่าฉันคงนั่งเหงาที่นั่นแน่ๆเพราะไม่มีคนตลกๆที่เข้าสังคมเก่งอย่างนายไปด้วยไงล่ะ

คนเพื่อนน้อยอย่างฉันก็ต้องตัวติดนายอย่างกับลูกลิงแม่ลิงอย่างไรอย่างนั้น (นายห้ามหัวเราะเด็ดขาด)

 .

อีกอย่างวันนี้ก็คริสต์มาสอีฟแล้วด้วย ต้นคริสต์มาสต้นใหญ่ถูกเอามาตกแต่งหน้าบริษัทด้วยล่ะ แน่นอนว่าพ่อฉันไม่ทำหรอก และแน่นอนอีกล่ะว่ามันคือไอเดียฉันด้วยเหตุผลที่ว่าทุกคนควรสนุกสนานกันหน่อย ก็..ทำงานมาตลอดปีแล้วนี่เนอะ มีความสุขกันบ้างไม่เห็นเป็นไรเลย

 .

นายอย่าลืมมาดูล่ะ เพราะดาวที่อยู่บนยอดต้นมันมีตัวพีสลักติดอยู่เป็นสีแดง ตัดกับสีทองของดาวเลย ฮะฮะ อันนี้เป็นไอเดียของเกวนที่อยากทำให้ฉันรู้สึกดีและอยากทำให้เพื่อนาย

เธอลงทุนออกแบบตัวอักษรเองเลยนะ ถ้านายไม่ใจร้ายมากนักก็แวะมาเยี่ยมชมผลงานได้ แต่คงต้องใช้เลนส์ซูมอันโปรดของนายมาส่องดูล่ะ เพราะมันอยู่สูงมากจริงๆ

ไว้ถ้าว่างๆฉันอาจจะแวะไปเซอร์ไพรส์นาย ห้ามไล่ฉันกลับเด็ดขาด เพราะไม่อย่างนั้นฉันนี่แหละจะดึงดันพานายกลับมาเอง แม้แต่พระเจ้าก็ห้ามอะไรฉันไม่ได้

 .

ตอนนี้ฉันขอตัวไปหาของกินอร่อยๆรองท้องก่อนแล้วกัน มันร้องประท้วงมาสักพกใหญ่ๆแล้ว นี่ถ้านายอยู่นะ ไก่อบน้ำผึ้งของฉันคงหายไปครึ่งนึงแล้วแน่ๆ โชคดีชะมัดที่นายไม่อยู่ :p แต่คงโชคดีกว่าถ้านายอยู่ใกล้ๆฉันในตอนนี้

 .

.

เอาล่ะ ไปดีกว่า

 .

 .

.

คิดถึงนายนะ คิดถึงมากๆจริงๆ

.

.

.

.

.

.

tbc.

.

.

.

=========================================================

.

.

.

ตอนที่สองมาเสิร์ฟแล้วค่ะ สารภาพว่าที่มาช้าเพราะมัวแต่ติ่งอิคู่ในเอนทรี่ที่แล้วอยู่ 5555 เลยมาสายไปนานเลย

บวกกับที่เป็นช่วงสอบด้วยค่ะ อ่านหนังสือทั้งที่ไม่อยากนี่มันทรมานจริงๆเลยชีวิต YY

จะว่าไปตอนหน้าแอร์รี่จะไปหาพีทแล้ว อิอิ ไม่ต้องทนนั่งเขียนจดหมายแล้วโน๊ะยัยเกาลัด (ก๊ากกกกกกกกกกกกกกกก)

.

พูดถึงฮอบบิทบ้างดีกว่า ใครไปดูมาแล้วบ้างคะ T———T โกรธพีเจแล้ว แงงงงง

เราไปดูIMAXมาค่ะ ภาพสวยมากกก ซีจีคุ้มค่าราคาเลย เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในเรื่องจริงๆแหละ 55555 ถ้าใครดูแล้วต้องบอกว่าแว่นIMAXคือดีมาก เพราะมันใหญ่จนปิดไปครึ่งหน้า ไม่มีใครรู้แน่นอนค่ะว่าร้องไห้ ถถถถถถ

ใครที่ยังไม่ได้ดูรีบไปดูเลยนะคะ คือนอกจากดราม่าที่มีเต็มเปี่ยมแล้ว ฉากบู๊ก็มันค่ะ และทุกคนต้องหมั่นไส้อัลฟริดแน่ๆ และต้องหมั่นไส้ธอรินแน่ๆ อิอิ

ปล.เตี่ยสวยมากค่ะ Y////Y ธรันดูอิลของเรานะห้ามแย่ง ฮืออออออออ ไม่เอาลูกเอาพ่อก็ด้ะ

Advertisements

[PARKSBORN] WE’RE NOT FRIENDS

Title : We’re not friends

Couple : มนุษย์แมงมุม x เกาลัดบอย

Rate : PG

Author : Lizxeh

Warning : Boy’s love

** ฟิคชั่นเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคล,เหตุการณ์หรือสถานที่จริงใดๆทั้งสิ้น ถ้าไม่ชอบแนะนำให้คลิกกากบาทตรงหัวมุมนะคะ **

———————————-

นานเท่าไรแล้วที่เขาไปจากที่นี่ ไปจากที่ที่เคยให้ความสุขแก่ชีวิตในวัยเด็กของเขา ตั้งแต่ช่วงมัธยมที่พ่อส่งเขาไปเรียนที่อื่นหรือเปล่า? หรือตั้งแต่ที่เขาเต็มใจไปเองเพราะอยากหลบหนีความรู้สึกแปลกๆที่มันเริ่มก่อตัวขึ้นเพราะใครบางคน

หลังการเสียชีวิตของผู้เป็นพ่อ แฮร์รี่ ออสบอร์น ชายหนุ่มผู้เป็นทายาทเพียงคนเดียวก็ขึ้นสู่เก้าอี้ผู้บริหารและจัดการประชุมบอร์ดบริหารในทันที ไม่ใช่เพราะความไฟแรงเพียงแต่ช่วงหลังๆมานี้เขารู้สึกได้ว่ามีบางคนทำตัวแปลกๆต่อบริษัทและบอร์ดบริหาร ดังนั้นเขาจึงต้องรีบจัดการก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป

“แฮร์รี่” เสียงชายคนสนิทของพ่อเอ่ยเรียกชื่อเขาราวกับเราคุ้นเคยกันมากนักหนา ความเป็นจริงก็แค่คนดูแลพ่อก็เท่านั้น และเขารู้ดีว่าที่คอยดูแลคนแก่เอาแต่ใจมานานก็เพียงเพราะต้องการบริษัทและทรัพย์สินของพ่อเขา

“อย่าเรียกฉันว่าอย่างนั้น เราไม่ใช่เพื่อนกัน” เขาเห็นสายตาของชายมีอายุคนนั้นมองมา ราวกับถ้าฆ่าเขาได้ อีกฝ่ายคงลุกขึ้นมาตะครุบเขาและโยนออกนอกกระจกไป

แล้วทุกอย่างก็ถูกขัด เมื่อมีคนบอกว่าใครบางรอเขาอยู่ที่ชั้นล่าง ใครบางคนที่เขาไม่แน่ใจนักว่าหากเจอหน้าอีกฝ่าย เขาจะแสดงสีหน้ายังไงออกไป

เขาเห็นอีกฝ่ายยืนอยู่ตรงประตูบานใหญ่ มันเป็นบานเดียวกับที่เขาและคนตรงนั้นเคยวิ่งเล่นเข้าออกกันอย่างสนุกสนานเมื่อช่วงวัยเด็ก ในขณะที่เขาเลือกยืนอยู่ในมุมที่แสงสว่างส่องมาไม่ถึง ซึ่งเป็นเรื่องดีที่อีกฝ่ายไม่เห็นหน้าเขา

“นาย.. โอเคไหม? ” น้ำเสียงที่ในวัยเด็กเคยสดใสกังวาน ในตอนนี้มันทุ้มต่ำและชวนฟังอย่างที่เขาเคยคิดเอาไว้

“ฉันไม่เป็นไร” เขาตอบกลับโดยที่ไม่คิดจะเดินเข้าไปเพื่อลดระยะห่างของเราสองคนให้สั้นลง อาจเป็นเพราะเขากำลังกลัว

“….”

พวกเราทั้งคู่เงียบไปสักพัก อาจเพราะการไม่พบเจอกันแปดปี มันทำให้ต่างฝ่ายต่างไม่แน่ใจว่าเรายังสนิทกันเหมือนเดิมไหม หรือมีใครเข้ามาแทนที่และสั่นคลอนความสนิทนั้น

“เอ่อ.. ฉันเสียใจด้วยเรื่องพ่อนาย” ชายที่อยู่ด้านล่างตรงประตูบานใหญ่นั้นกล่าวออกมาในที่สุด อาจจะเพื่อทำลายความอึดอัดแปลกๆที่ก่อตัวขึ้น หรือไม่ก็เป็นประโยคบอกลา เพราะจากท่าทางที่หันหลังเตรียมเปิดประตูนั่นออกไป

ทั้งที่ตั้งใจจะปล่อยให้อีกฝ่ายเดินจากไปแต่ร่างกายกลับไม่คิดอย่างนั้น เมื่อขาสองข้างที่มันทรยศดันก้าวเดินออกไป ลำคอที่เปล่งเสียงพูดประโยคออกมาราวกับรั้งอีกคนไว้ให้สนใจ ริมฝีปากและดวงตาที่แสดงออกว่าความดีใจเบียดความกลัวและกังวลทั้งหลายที่เขามีให้มลายหายไป

“นายยังมีคนคอยไดร์ผมให้เหมือนเดิมไหม” รอยยิ้มและน้ำเสียงที่บ่งบอกว่าอีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้น มันยิ่งผลักดันให้เขาก้าวเดินลงมาหาอีกฝ่ายอย่างช้าๆแต่เต็มไปด้วยความมั่นใจ

“ก็เหมือนเดิม แต่ฉันหวีผมเองแล้วนะ” เขารับรู้ได้ว่าตัวเองก็ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงยินดีและปลื้มใจ อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายที่ยังจำได้ว่าเขาเคยเป็นอย่างไร เคยเป็นคนแบบไหน

รอยยิ้มของเขาฉีกกว้างมากขึ้นเมื่อยิ่งคุยด้วยเท่าไรคนตรงหน้าก็ยิ่งสร้างความสนุกสนานให้เขาได้ไม่น้อย ความกังวลและความกลัวใดๆที่คงอยู่มาหลายปี ในเวลานี้มันถูกกระชากออกไปจนหมด หลงเหลือก็เพียงความรู้สึกบางอย่างที่เขาปกปิดมาตลอด ความรู้สึกที่ทำให้เขาตัดสินใจย้ายเข้าไปอยู่โรงเรียนประจำอย่างที่พ่อต้องการ

แต่ในวันนี้เขาตัดสินใจจะเปิดเผยมันไป และคงเป็นตอนที่เราสองคนไปเดินเล่นด้วยกัน หลังจากที่อีกฝ่ายเอ่ยชวนเขาด้วยสีหน้าสดใส

เราสองคนเดินผ่านพื้นที่ต่างๆมาไกลเกินกว่าที่เขาคาดไว้ ทุกอย่างที่นี่ดูเปลี่ยนไปมากจนน่าใจหายที่สถานที่ในความทรงจำดีๆเมื่อครั้งวัยเด็กถูกทับถมไปด้วยสิ่งก่อสร้างทั้งขนาดเล็กและใหญ่ คนข้างตัวเขายังคงพูดไม่หยุดเพราะต้องการอธิบายให้ฟังว่าตั้งแต่ที่เขาไปนั้น มันเกิดอะไรขึ้นบ้างในตลอดเวลาเกือบสิบปี

“นายพูดเก่งขึ้นมากเลยพีท” เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มพลางมองใบหน้าของเพื่อนรัก เจ้าของชื่อไม่ตอบอะไรเขา ทำเพียงแค่ยิ้มและเริ่มต้นอธิบายต่อถึงซุ้มม้าหมุนเล็กๆด้านซ้ายมือเขาว่ามันถูกตั้งไว้ตรงนี้ตั้งแต่เมื่อไร และนานแค่ไหนแล้ว

เขาไม่ปฏิเสธเลยว่าที่อีกฝ่ายพูดมานั้นไม่ได้เข้าสมองเขาแม้สักนิด เพราะรอยยิ้มที่ทำให้โลกใบนี้สดใสขึ้นมาได้ง่ายๆรวมทั้งท่าทางการแสดงออกที่บอกว่าเจ้าตัวตื่นเต้นและยินดีแค่ไหนที่ได้ทำหน้าที่เป็นไกด์จำเป็นให้กับเขา

“นายจะอยู่ที่นี่ถาวรเลยใช่ไหม? ฉันจะได้ไปหาบ่อยๆ” เขาพยักหน้าตอบกลับอีกฝ่ายไปในขณะที่ค่อยๆเล็มเลียความหวานจากไอศกรีมโคนรสวนิลลาที่แวะซื้อมาตรงร้านข้างซุ้มม้าหมุนนั่น

“เฮ้ กินเหมือนเด็กเลยนะนาย” ไม่ทันได้เอ่ยถามหรือแย้งอะไร มือใหญ่ของอีกคนก็เลื่อนมาจนใกล้และปาดคราบไอศกรีมที่มุมปากของเขาออกไป มืออีกข้างควานหาบางอย่างในกระเป๋ากางเกงก่อนจะยื่นส่งให้กับเขา ทิชชู่ที่สภาพยับยู่ยี่ราวกับถูกใครขยำมันแล้วยัดลงกางเกง ซึ่งก็คงเป็นอีกฝ่ายนี่แหละที่ทำแบบนั้น

“เอ่อ โทษที แต่ฉันมีแค่เจ้านี่แผ่นเดียวน่ะ” เขาแกล้งทำหน้านิ่งจนอีกฝ่ายเองก็หน้าเสียตาม แล้วเสียงหัวเราะที่เขาเองก็แปลกใจว่าทำไมมันถึงดังมากขนาดนั้นก็ถูกเปล่งออกมา

“นายแกล้งฉันแฮร์รี่!” เราสองคนกระโดดและวิ่งไล่กันไปมาราวกับเด็กประถม เขาไม่รู้ว่าคนอื่นจะมองยังไง รับรู้เพียงแค่ว่าเขามีความสุขมากอย่างที่ไม่ได้มีมานานเหลือเกิน

“เฮ้ นายขี้โกงแน่ๆเลยพีท ทำไมนายปามันได้ไกลกว่าฉันล่ะ” เขาแสร้งทำเสียงไม่พอใจแต่หากใครมาได้ยินเข้าต้องคิดว่ามันเป็นน้ำเสียงที่เง้างอนมากกว่าจะโกรธ ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้นกับเขาและคนตรงหน้า

“เพราะฉันฝึกมันทุกวัน ..ตั้งแต่นายไป” อีกฝ่ายเดินมาใกล้ มือทั้งสองข้างจับใบหน้าของเขาไว้มั่น สายตาที่ส่งมานั้นยากจะบ่งบอกว่าอีกฝ่ายรู้สึกเช่นไร แต่เป็นเขาที่เลือกหลบสายตานั้นก่อน ด้วยกลัวว่าความรู้สึกบางอย่างจะปะทุขึ้นจนต้องเอ่ยปาก

“รู้อะไรไหมแฮร์รี่ เวลาคิดถึงนายฉันจะมาที่นี่ มาปาหินลงน้ำเหมือนอย่างเมื่อก่อนที่นายมักจะชนะทุกครั้งที่แข่งกัน” อีกฝ่ายยังคงจับใบหน้าเขาไว้และรับรู้ได้ว่าสายตาที่ชวนให้ใจสั่นนั่นยังคงส่งมาให้เขา ประโยคที่ได้ยินทำให้เขารู้สึกดี ดีจนรับรู้ได้ถึงแรงเต้นของหัวใจตัวเองว่ามันรัวและเร็วแค่ไหน พยายามภาวนาในใจให้อีกฝ่ายไม่รับรู้มัน

“ฉันก็คิดถึงนาย ..เพื่อน” เขาหันมาสบตากับคนตรงหน้าอีกครั้ง ต่างจากเมื่อครู่ที่หลบตาไป เพราะในคราวนี้เขามั่นใจว่าสายตาของเขานั้นแฝงบางอย่างไว้เต็มเปี่ยม มันมากซะจนเขายังนึกขำที่ตัวเองกล้าขนาดนี้

“มาดวลกันอีกครั้งไหมครับคุณชายออสบอร์น ใครแพ้เลี้ยงไอศกรีมช็อกโกแลต!” เป็นคนตรงหน้าที่เอ่ยออกมาเพื่อทำลายความเงียบของเราสองคนอีกครั้ง บางทีสายตาที่เขาส่งไปหาอีกฝ่ายคงไม่มากพอจะทำให้รู้ได้ว่าแท้จริงแล้วเขารู้สึกเช่นไร

เราดวลกันอีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้งจนผลลัพธ์ออกมาเป็นเอกฉันท์ว่าเขาแพ้อีกฝ่ายรวดถึงสามครั้ง หากเป็นแต่ก่อนเขาคงไม่ยอมและจะดวลจนกว่าจะชนะแม้ว่าฝ่ายที่ดวลด้วยจะบ่นแค่ไหนหรือไม่ยอมยังไงเขาก็ดันทุรังทุกครั้ง เป็นเหตุผลที่ไม่มีเด็กคนไหนชอบเล่นกับเขามากนัก ยกเว้นก็แต่ผู้ชายคนตรงหน้าที่ตอนนี้มีความสุขกับการกินไอศกรีมช็อคโกแลตรสโปรด อีกฝ่ายมักอยู่เป็นเพื่อนคอยเคียงข้างเสมอ ทำให้กลายเป็นว่าเขาติดเพื่อนคนนี้แจชนิดที่ถึงเวลากลับบ้านก็ไม่ยอม จนบางครั้งต้องลากเพื่อนสนิทตัวดีไปนอนที่บ้านด้วยเสมอๆ

“แต่ก่อนนายดูเหมือนเด็กขี้โรคชะมัดเลยพีท” เขาแกล้งพูดแหย่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายสนใจแต่ของหวานเย็นในมือ

“อ๋อหรอออออ งั้นนายก็ดูเหมือนพวกเล่นกีฬามากเลยงั้นสิ” แล้วเราสองคนก็ระเบิดหัวเราะออกมาเสียงดังจนคนที่อยู่ใกล้หันมามองด้วยความแปลกใจ

“ฉันมีอะไรจะบ—-”

“ฉันมีไรจะบอกน—-”

เราสองคนพูดออกมาพร้อมกัน เป็นเขาที่ส่งยิ้มและให้อีกฝ่ายพูดออกมา เรื่องของเขาเอาไว้ทีหลังแล้วกัน เผื่อเรื่องที่อีกฝ่ายจะบอกนั้นอาจเป็นเรื่องสำคัญ

“ก่อนหน้านี้ฉันมีความคิดว่าไม่อยากทำอะไรมากไปกว่าการเป็นนักข่าว แต่นายรู้ไหม ตั้งแต่ฉันเจอใครบางคน ความคิดเด็กๆนั้นก็หายไป” เขาใจเต้นแรงขึ้นทันทีที่ได้ยินประโยคจากปากของคนตรงหน้า มันคงเป็นเพียงประโยคธรรมดาๆถ้ามันไม่ตามมาด้วยรอยยิ้มที่ปลื้มใจและภูมิใจแบบนั้น รอยยิ้มที่เขาโหยหามันมาเสมอ

“แล้ว.. คนคนนั้นเป็นใครกัน?” น้ำเสียงเขาในตอนนี้ฟังดูตื่นเต้นและดีใจมากพอดู เมื่อคิดว่าคำตอบที่ออกจากปากของอีกฝ่ายจะเป็นเขา

“เกว็น ..เกว็น สเตซี่ เธอทำงานอยู่ที่บริษัทนายด้วยนะ” ความหวังทั้งหมดของเขาพังทลายลงในพริบตา เมื่อคนที่ยึดหัวใจของอีกฝ่ายไว้ได้ไม่ใช่เขา กลับเป็นหญิงสาวที่เขาไม่รู้จักด้วยซ้ำ

“นี่แหละที่ฉันจะบอก ว่าแต่นายมีอะไรที่จะบอกฉันงั้นหรอ?” อีกฝ่ายถามเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มต่างจากเขาที่พยายามมากที่สุดให้ดูราวกับไม่เสียใจ

“เปล่าหรอก ขอตัวนะ” สองขาก้าวออกจามากจุดนั้นทันทีโดยไม่ฟังแม้เสียงเรียกของเพื่อนสนิทคนเดียวที่มี มันเจ็บปวดเกินไปหากยังยืนอยู่ตรงนั้น ยืนอยู่ตรงหน้าคนที่เขากำลังจะบอกความรู้สึกออกไปว่าที่ผ่านมาเขารู้สึกยังไงกับอีกฝ่ายและต้องเก็บมันไว้นานแค่ไหน แต่เมื่อตัดสินใจจะเอ่ยไปกลับโดนทำลายความหวังและความกล้าทุกอย่างด้วยที่อีกฝ่ายบอกว่ามีคนรักอยู่แล้ว เขาเจ็บเกินกว่าจะรักษามารยาทได้จนต้องเดินออกมา

หญิงสาวผมบลอนด์กดเลือกชั้นและปิดประตูลิฟต์ โดยไม่สังเกตสักนิดว่านอกจากตัวเธอแล้วยังไม่ใครอีกคนอยู่ร่วมด้วยกันในนี้

“ไฮ” เธอสะดุ้งสุดตัวพร้อมอุทานออกมาดังลิฟต์แก้วที่กำลังเคลื่อนที่ลง

“ขอโทษที่ทำให้ตกใจนะ ฉันแฮร์รี่ ..แฮร์รี่ ออสบอร์น” เขาแนะนำอย่างสุภาพเมื่อหญิงสาวหันมาคุยด้วย

“ฉัน..”

“เกว็น สเตซี่” เขาเอ่ยปากออกไปก่อนที่เธอจะแนะนำตัวเสร็จ จะไม่ให้รู้จักได้ยังไงในเมื่อใครคนนั้นที่เขามีความรู้สึกดีๆให้บอกออกมาอย่างละเอียดว่าเธอชื่ออะไรและทำงานที่ไหน การสืบหาประวัติโดยเต็มจึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับคนอย่างเขา

“รู้จักฉันไหม? ฉันเป็นเพื่อนของพีท” เขาส่งยิ้มให้ เธอยิ้มตอบและกล่าวว่าเคยได้ยินจากปากของคนรักบ่อยครั้งจนอยากลองเจอกับเขาสักหนว่าจะเหมือนดังที่คนรักเคยบอกไว้ไหม

“คุณดูดีกว่าที่ปีเตอร์บอกไว้เสียอีก ยังไงก็ยินดีที่รู้จักนะคะ” เขาส่งยิ้มให้แทนคำตอบและไม่ได้กล่าวอะไรอีกเมื่อเธอขอตัวเดินออกจากลิฟต์เมื่อถึงชั้นที่ต้องการ

ที่แปลกใจคือนอกจากเขาแล้วไม่มีใครเรียกปีเตอร์ว่าพีท นั่นหมายความว่าเขาสามารถคิดเข้าข้างตัวเองได้ใช่มั้ยว่าอีกฝ่ายยังคงให้ความสำคัญกับตัวเขาโดยสงวนชื่อเล่นพีทไว้ให้เขาเรียกคนเดียว มันอาจดูงี่เง่าแต่อย่างน้อยก็ทำให้หัวใจที่แหลกละเอียดไปแล้วกลับมาเต้นอีกครั้ง

“คุณปีเตอร์มาขอพบค่ะคุณออสบอร์น” หญิงสาวเลขาธิการเดินเข้ามาบอกภายในห้องทำงาน ทุกคนดูแปลกใจกับการที่เขาโหมทำงานอย่างบ้าคลั่งนี้ทั้งที่ท่าทีไม่สนใจมาก่อน

“บอกเขาว่าผมไม่ว่าง และจะไม่ว่างไปอีกเป็นปี” เขาตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น อันที่จริงมันฟังเหมือนพยายามทำน้ำเสียงให้หนักแน่นมากกว่า เมื่อในตอนนี้เขาไม่อยากเจอหน้าของคนที่เขามีใจให้ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ คือคนเดียวที่เขาเฝ้ามองเสมอ มีความรู้สึกดีๆด้วยตลอดแต่มันคงสายเกินไปแล้วในตอนนี้เมื่ออีกฝ่ายมีหญิงสาวคอยเป็นกำลังใจให้และคอยเคียงข้าง ..ไม่ใช่เขาอีกต่อไปแล้ว ที่ตรงนั้นไม่เหลือให้เขายืน มันถูกแทนที่ไปเสียแล้ว

“แต่ว่า..” เขาเงยหน้าขึ้นมองเมื่อได้ยินประโยคราวกับกำลังลำบากใจของเลขาคนสวย ถอนหายใจออกมาเล็กน้อยและยืนยันคำเดิมให้ไปบอกอีกฝ่ายว่าเขาไม่ว่าง ไม่มีเวลาจะไปไหนหรือทำอะไรด้วย และขอร้องให้กลับไปซะ เลขาสาวตรงหน้าทำตามอย่างว่าง่ายเพราะเธอคงสังเกตเห็นกระแสอารมณ์ไม่ดีในน้ำเสียงของเขาเลยรีบทำตามคำสั่ง

ประตูปิดลงไปได้ไม่นาน ปากกาที่เขาใช้มันเขียนมาหลายชั่วโมงได้ถูกวางลง ที่หางานมาทำอย่างหักโหมก็เพื่อที่จะลืมเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เขาคิดเสมอว่าชายหนุ่มที่เขาหลงรักแต่ไม่อยากบอกความรู้สึกไปในตอนแรกเพราะกลัวจะต้องสูญเสียเพื่อนคนเดียวที่มีไป แต่มารับรู้แล้วว่าการที่เขาลังเลเมื่อเกือบสิบปีก่อนนั้นมันทำให้โอกาสที่มีหลุดลอยหายไป ถ้าตอนนั้นเขาไม่กลัว ถ้าเขารวบรวมความกล้าบอกออกไป เขาอาจไม่ต้องเสียใจอย่างตอนนี้

“ถ้าตอนนั้นฉันกล้าพูดมันออกไป ฉันคงไม่เสียนายไปใช่ไหมพีท” ความอุ่นร้อนที่ดวงตาทำให้เขารู้ว่าตัวเองกำลังอ่อนแอ แย่มากหากใครมาเห็นเข้าว่าผู้บริหารของบริษัทกำลังนั่งร้องไห้ให้กับความรักที่ไม่สมหวังอย่างไร้สาระ

“หึ” เขาแค่นหัวเราะออกมาเมื่อมาคิดว่าในที่สุดแล้วเขาก็ไม่เหลือใคร คนที่คิดว่าให้ตายยังไงชาตินี้ก็ไม่สูญเสียกลับปล่อยมือจากเขาเพื่อหันไปจับมือสร้างสิ่งดีๆกับใครคนใหม่ คนที่มาทีหลังแต่มีความสำคัญมากมาย คนที่สุดท้ายก็ได้พีทไปครอง

เสียงดังจากเครื่องมือสื่อสารอย่างสมาร์ทโฟนแจ้งเตือนว่ามีข้อความเข้า เขาเอื้อมมือไปหยิบมันมาก่อนจะเปิดข้อความดูอย่างไม่สนใจเท่าไรนัก ภาพที่ปรากฏให้เห็นเป็นชายหญิงคู่หนึ่งที่ส่งยิ้มให้กล้อง ด้านหลังเป็นซุ้มม้าหมุนเล็กๆที่ไม่กี่วันก่อนเขาเอ่ยปากไปกับบุคคลหนึ่งในรูปว่าอยากลองเล่นสักครั้งและอีกฝ่ายก็สัญญาว่านอกจากเขาแล้วจะไม่พาใครไปที่นั่นเด็ดขาด น้ำตาหยุดไหลแล้วแต่ข้างในหัวใจมันกำลังบีบรัดตัวเองแน่นอีกครั้ง สุดท้ายแล้วความสำคัญของเขาก็เทียบเท่ากับผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เลยสักนิด น่าสงสารชะมัดแฮร์รี่

เขาเลื่อนลงมาอ่านข้อความที่อีกฝ่ายส่งมา น้ำตาแทบจะไหลลงมาอีกครั้งเมื่อเห็นมัน

‘ I LOVE YOU! MY FRIEND ! ’

เมื่อก่อนอาจใช่ แต่ไม่อีกต่อไปแล้วพีท

‘ WE’RE NOT FRIENDS. ’

เพราะหัวใจแหลกสลายมามากเกินพอ ฉันขอยอมแพ้ต่อนายแค่นี้และสาบานว่าหากเข้มแข็งได้เมื่อไรเราอาจกลับมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเก่า

นิ้วเรียวของเจ้าของหยดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้มเลือกกดหน้าจอตรงคำว่าดีลีท

‘ยืนยันการลบเบอร์โทรศัพท์?’

นิ้วเรียวสัมผัสหน้าจออีกครั้งที่คำว่าใช่

หรือเรา อาจไม่มีวันเป็นเหมือนเดิม

★  ★  ★  ★  ★  ★  ★  ★  ★

สวัสดีทุกคนค่ะ น..นี่เป็นปาร์คบอร์นเรื่องแรกของเรา >< จริงๆจะแต่งให้มันออกมาคอมเมดี้มากกว่า แต่พอรู้ตัวอีกที อ้าว ดราม่าหรอ *ขำไหล่สั่นกึกกึก* ภาษาอาจยัง งงๆ อยู่นะคะ เพราะไม่ถนัดดราม่าแบบนี้เท่าไรเลย Orz

ส่วนใครที่เข้ามาอ่าน รบกวนนิดนึงนะคะ ช่วยเม้นหน่อย อยากรู้ผลตอบรับค่ะ T^T ติชมมาเลยค่ะ *อ้าแขนรับ* พลีสสสสส

ปล.เกาลัดบอยนี่เห็นพี่ทิปปุริเรียกเดนแล้วน่ารัก เลยขอยืมมาใช้ค่ะ (_ _)

ขอบคุณค่ะ :D