[STEREK] WEREWOLF? SERIOUSLY?! ( 2 )

Title : Werewolf? Seriously?! ( 2 )

Couple : Derek Hail x Stiles Stillinski

Rate : PG

Author : Lizxeh

Warning : Boy’s love

Note :

– ลีเดียเป็นหนึ่งในสมาชิกกลุ่มเพื่อนของสไตลส์และเป็นแบนชีตามคุณยาย (ซีซัน4)

– ในเรื่องนี้เดเรคคือสมาชิกคนเดียวของตระกูลเฮลที่ไม่ถูกไฟไหม้ในบ้านหลังนั้น

– ทุกคนในกลุ่มรู้ว่าใครเป็นพวกเหนือมนุษย์และรู้จักเดเรคกันหมด ยกเว้นสไตลส์

– เรื่องฮีท โอเมก้า เบต้าและอัลฟ่า เราเอามาจากฟิคที่เคยอ่านๆมา รวมถึงแถแบบมั่วๆลงไปด้วย 555555 ดังนั้นถ้ามันแปลกๆก็ขออภัยค่ะ 555555

** ฟิคชั่นเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคล,เหตุการณ์หรือสถานที่จริงใดๆทั้งสิ้น ถ้าไม่ชอบแนะนำให้คลิกกากบาทตรงหัวมุมนะคะ **

=========================================================

กลางดึกคืนวันอังคาร นายอำเภอสติลลินสกี้ต้องรีบวิ่งไปที่ห้องนอนของลูกชายคนเดียวของเขาเมื่อพบว่าเสียงกรีดร้องที่ดังอยู่นั้นมาจากทางห้องนอนของสไตลส์

“เฮ้ๆ ชู่ว… สไตลส์ สไตลส์ พ่ออยู่นี่ ชู่วววว”

อ้อมกอดแข็งแรงเข้ากอดรัดร่างเด็กหนุ่มที่ดิ้นพล่านอยู่บนเตียงสีขาวสะอาดตา มันเป็นภาพที่นายอำเภออย่างเขาไม่ได้เห็นมานานมากแล้วนอกจากครั้งสุดท้ายนั้นคือตอนที่แม่ของสไตลส์จากไป

“ไม่! ไม่นะ ไม่ๆๆๆๆๆ! ช่วยด้วย ใครก็ได้ ช่วยด้วยยยยย!!!!”

แต่เสียงของเด็กหนุ่มยังดังต่อเนื่องราวกับเขากำลังจมอยู่ในห้วงความฝันที่เลวร้ายมากจนไม่รู้สึกถึงแรงกอดรัดจากอ้อมแขนของผู้เป็นพ่อ

เชอร์ริฟกอดลูกชายให้แน่นขึ้นพร้อมทั้งคอยพูดเพื่อปลุกให้เด็กหนุ่มตื่นขึ้นมาจากฝันร้ายๆนั่น มันเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดที่คนเป็นพ่อมองเห็นลูกชายตัวเองดิ้นพล่านพร้อมกรีดร้องไปทั่วโดยที่เขาช่วยอะไรไม่ได้เลยนอกจากอ้อมกอดที่รัดแน่นและคอยพูดประโยคเดิมๆซ้ำๆให้อีกคนได้สติตื่น

“พ่อ! .. พ่อ… ฮึก”

สไตลส์ตื่นจากความฝันนั้นแล้วและทันทีที่รู้ว่าใครอยู่กับเขาในตอนนั้น เด็กหนุ่มก็เข้าสวมกอดผู้เป็นพ่อแน่นราวกับต้องการที่พึ่งพิงและต้องการความอบอุ่นจากใครสักคนที่จะทำให้เขาหายกลัวจากฝันบ้าๆนั่น

เชอร์ริฟรู้สึกได้ถึงความอุ่นชื้นจากตรงที่เด็กหนุ่มซบหน้าลงมา เขารู้ว่าสไตลส์กำลังร้องไห้ และเขารู้ดีอีกว่าลูกชายคนนี้ไม่ได้ร้องไห้ต่อหน้าเขามานานมากแล้ว และสิ่งที่เขาควรทำคือการปลอบใจเด็กหนุ่มได้รู้สึกดีขึ้นมาสักนิดก็ยังดี

“พ่ออยู่นี่แล้วสไตลส์ ไม่เป็นไร ..ลูกไม่เป็นไรแล้ว”

ในวันนี้สมาชิกของห้องเรียนก็ยังคงขาดเด็กหนุ่มเพื่อนซี้ทั้งสองคนไปเหมือนดังเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สก็อตไม่ได้มาเรียนติดต่อกันเป็นวันที่สองแล้ว ส่วนสไตลส์ถ้านับรวมแล้วเขาหายไปถึงเจ็ดวันซึ่งนั่นขัดกับข้อความที่เขาส่งมาบอกกับเพื่อนในกลุ่มว่าวันจันทร์ทุกคนจะได้พบเขาที่หายดีและอาจแข็งแรงขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้

ความขัดแย้งทั้งหมดนั้นทำให้ลีเดียรู้สึกแปลกๆกับการหายตัวไปของเพื่อนซี้สองคนนี้ ซึ่งหากนับรวมแล้ว สก็อต สไตลส์ ไอแซคและเธอ ถือเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกัน ดังนั้นการหายตัวไปของสองคนนี้โดยที่ทั้งเธอและไอแซคก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าเพราะอะไร ทำให้ความสงสัยระเบิดออกมาเป็นการตามหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นกับสองคนนั้นกันแน่

“ไอแซค เย็นนี้ฉันจะไปบ้านสก็อตและนาย ต้องไปด้วยกัน”

ลีเดียพูดเสียงเรียบใส่หมาป่าหนุ่มอีกตัวที่นั่งทำหน้าเบื่อโลกเมื่อคนที่เขาจะคุยด้วยอย่างสก็อตและสไตลส์ไม่มาเรียนอีกแล้ว ไอแซคทำเพียงพยักหน้าเนือยๆตอบกลับลีเดียไปเท่านั้น

.

.

.

ลีเดียและไอแซคนั่งนิ่งอยู่ในบ้านของสก็อตหลังจากฟังเรื่องราวจากปากของเด็กหนุ่มว่าเหตุใดเขาจึงหยุดเรียนในวันนี้

“เขาไม่ได้พูดอะไรมากกว่าทักทายนายใช่มั้ย?”

ลีเดียถามออกไปอย่างสงสัยเมื่อสิ่งที่สก็อตเล่ามามันฟังดูมาสมเหตุสมผลเลยที่เดเรคจะกลับมาเพียงเพื่อทักทายและบอกว่าคิดถึงพวกเขาทั้งหมด มันน่าจะมีอะไรมากกว่านี้อย่างแน่นอน มากกว่าแค่การกลับมาแยกเขี้ยวพร้อมทำตาแดงๆใส่แล้วกล่าวว่าสวัสดีจากนั้นก็เดินหายไปในป่าลึก แต่คิดยังไงก็คิดไม่ออก

“เป็นไปได้มั้ยว่าอาจมีพวกอื่นอยู่แถวนี้ เขาเลยต้องมาจัดการ”

ไอแซคที่นั่งเงียบอยู่นานออกความเห็นบ้าง เมื่อคิดว่าการทักทายนั่นเป็นเรื่องตลกที่สุดที่คนอย่างเดเรคจะทำมัน

“ไม่น่าเป็นไปได้ เพราะฉันหรือกระทั่งดร.ดีตันก็ไม่รับรู้ถึงพวกอื่นเลย”

สก็อตตอบคำถามของเพื่อนที่นั่งอยู่ตรงข้ามตน ความเงียบเข้าปกคลุมเมื่อพวกเขาทั้งสามต่างจมอยู่กับความคิดที่ว่าทำไมเดเรค คนที่เปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็นหมาป่าถึงกลับมาที่นี่ มีเหตุผลอะไรที่จะสามารถกระตุ้นอัลฟ่าหนุ่มผู้ทรงพลังได้มากพอที่จะทำให้เขาเดินทางข้ามเมืองมายังที่นี่ มีเรื่องแปลกประหลาดอะไรที่เดเรครับรู้ได้แต่พวกเขาไม่ .. เรื่องแปลกๆ

“เรื่องแปลกๆ.. ใช่! ฉันนึกออกแล้ว”

สก็อตพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่ปะปนทั้งความตื่นเต้นและดีใจเมื่อคิดว่าอะไรเรื่องแปลกๆที่ว่านั้นคืออะไรและหากมันเกี่ยวข้องกันจริง เขาก็พบคำตอบในการที่อัลฟ่าผู้หงุดหงิด อารมณ์ร้อน จะกลับมายังที่นี่

“เฮ้สไตลส์ นายโอเคมั้ย? ถ้าไม่อยากพูดถึงก็ไม่เป็นไร”

สไตลส์กำลังถูกเพื่อนทั้งสามคนรุมล้อม บนเตียงมีสก็อตที่กำลังเอามือแตะบ่าพร้อมกล่าวปลอบใจ บนเก้าอี้นั่งการบ้านนั้นมีลีเดียจับจองเป็นเจ้าของพร้อมส่งสายตาคาดคั้นมา และไอแซคที่นั่งทำหน้างงอยู่บนพื้นห้อง

“ฉันไม่เป็นไร และจะไม่ถือสาที่ตอนแรกนั้นนายปฏิเสธที่จะเชื่อฉันนะสก็อต ”

เด็กหนุ่มข้างๆทำเพียงหัวเราะและตีไหล่เพื่อนเบาๆกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดที่ตนไม่ใส่ใจในเรื่องเล่านั่นที่ได้ฟังครั้งแรกที่ร้านอาหาร

“ฉันคงเล่าให้มันเหมือนเดิมไม่ได้แล้ว เพราะเมื่อคืนฉันฝัน ..มันเหมือนกับว่าเป็นเรื่องราวเต็มๆของฝันร้ายนั้นเลย”

.

.

.

หลังจากตักน้ำราดตัวเองจนเปียกชุ่ม สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือวิ่งฝ่ากองเพลิงทั้งหลายนี่เพื่อเข้าไปช่วยใครสักคนในบ้านหลังนั้นให้ปลอดภัย ใครสักคนก็ยังดี

สองขาก้าวเข้าไปในตัวบ้านที่กำลังถูกเพลิงมรณะเผาไหม้ แม้ในใจจะมีความกลัวอยู่บ้างในใจแต่เสียงกรีดร้องที่เบาลงทุกทีๆเหมือนเป็นตัวเร่งให้รวบรวมความกล้าและละทิ้งทุกความกลัวที่มีให้ก้าวเข้าไปด้านในตัวบ้าน อย่างน้อยตัวเขาก็เปียกไปด้วยน้ำซึ่งนั่นถือเป็นการดีในการกันไม่ให้ไฟลวกผิวแม้ในตอนนี้ความร้อนที่รู้สึกได้จะกำลังแผดเผาตัวเขาอยู่ก็ตาม

เสียงร้องที่เบาลงไปทำให้ต้องพยายามเงี่ยหูฟังมากกว่าปกติเมื่อมีทั้งเสียงของสิ่งต่างๆในบ้านถูกเผา ทั้งเสียงเครื่องแก้วที่แตกเพราะความร้อน และไหนจะหนทางในการตามหาว่าผู้คนที่กรีดร้องนั้นอยู่ตรงส่วนใดของบ้าน สองเท้าออกวิ่งอย่างสุดแรงเมื่อคิดว่าเสียงที่ได้ยินมาจากห้องนอนที่อยู่ลึกเข้าไปด้านใน แต่ความร้อนที่รับรู้ได้จากทางด้านหลังทำให้ความกังวลกลับมาอีกครั้งว่าควรวิ่งต่อไปยังด้านในหรือถอยหลังออกไปจากบ้านหลังนี้เพื่อเอาชีวิตรอด

และดูเหมือนเพลิงพิโรธนี้ไม่ต้องการให้เขาคิดนาน หรือมันอาจจะรำคาญที่เขามัวเงอะงะทำอะไรไม่ถูกอยู่ได้ คานไม้ของบ้านที่ถูกแผดเผาจึงร่วงหล่นเฉียดพื้นที่ที่เขายืนอยู่ไปเพียงนิดเดียวทำให้เขาตัดสินใจก้าวถอยหลังและตัดใจที่จะวิ่งเข้าไปด้านในห้องที่เสียงกรีดร้องเงียบลงไปแล้ว ความร้อนที่รุนแรงตรงแขนทำให้เขาต้องวิ่งไปก้มมองดูไปก่อนจะพบว่าแขนเสื้อที่ตอนนี้ไม่เปียกน้ำแล้วนั้นขาดไปเพราะความร้อนและรอยแผลที่เห็นก็ทำให้แทบลมจับเมื่อมันดูเหวอะหวะเกินจะทน

สองขาของเด็กหนุ่มวิ่งไปยังทางออกด้านหน้าพร้อมกับแขนที่ยกขึ้นมาบังความร้อนที่มากขึ้นเรื่อยๆจนต้องสลับทั้งซ้ายขวา และในตอนที่ประตูอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมนั้นคานไม้อันใหญ่ก็ร่วงหล่นลงมาจนเด็กหนุ่มได้แต่สวดอ้อนวอนต่อพระเจ้าว่าเขายังอยากมีชีวิตอยู่ต่อสักร้อยปี

..แต่ดูเหมือนพระองค์จะไม่เมตตา

.

.

.

“ฉันตายในกองเพลิงนั่น”

สไตลส์พูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้เรียบแต่มันก็ยากเกินไปสำหรับคนที่เจอฝันร้ายมากขนาดนี้ และแน่นอนว่าสก็อตกับไอแซคเองก็รับรู้ได้ว่าเพื่อนของพวกเขากำลังโกหกเพื่อปิดบังความอ่อนแอที่มี รวมไปถึงมีบางอย่างที่สไตลส์ไม่ได้บอกออกมา

“ทำไมนายใส่เสื้อแขนยาวในวันที่อากาศร้อนขนาดนี้?”

เป็นลีเดียที่เอ่ยถามออกมาหลังจากนั่งฟังเรื่องราวทั้งหมดจนจบ และพบว่าในวันที่ร้อนจนอยากนอนอยู่แต่ในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศให้ราวกับหิมะตกในช่วงฤดูหนาวนั้นสไตลส์กลับใส่สเวตเตอร์ไหมพรม

สก็อตและไอแซคมองหน้ากันอย่างรู้ดีถึงเหตุผลว่าทำไม และทั้งสองส่งสัญญาณต่อให้กันในทันที เป็นผลให้สไตลส์ถูกจับล็อคแขนอยู่บนเตียงโดยไร้ทางดิ้นหนีไปไหน ลีเดียลุกขึ้นเดินมาใกล้อย่างรู้หน้าที่ก่อนจะค่อยๆถลกแขนเสื้อของเด็กหนุ่มขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วพวกเขาก็ได้รู้ถึงสาเหตุมาทำไมสไตลส์ถึงยอมทนใส่สเวตเตอร์ในวันที่อากาศร้อนจนแทบทอดไข่กลางถนนได้แบบนี้

“สไตลส์.. นายถูกไฟไหม้”

ดร.ดีตันกำลังครุ่นคิดอย่างหนักถึงเรื่องราวทั้งหมดที่เด็กหนุ่มบอกมา มันไม่ถูกต้องเลยที่สไตลส์จะฝันถึงเรื่องราวไฟไหม้ร้ายแรงนั่น รวมถึงยังมีบาดแผลที่เกิดจากในฝันราวกับว่าเข้าไปเผชิญกับเหตุการณ์นั้นมาจริงๆ และมันยิ่งดูไม่สมเหตุสมผลเลยเมื่อเหตุการณ์เพลิงไหม้ที่ร้ายแรงแบบนี้เกิดขึ้นที่เดียวในบีคอนฮิลส์แม้มันจะนานมากแล้วก็ตาม

“พวกนายเคยได้ยินเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งรายแรงที่สุดของที่นี่มั้ย?”

สก็อต ไอแซคและลีเดียพยักหน้ารับเมื่อคิดได้ว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นกับใครและเกิดขึ้นที่ไหน

“มันจะมีความเกี่ยวข้องกันด้วยหรอ แม้เราจะรู้ว่าเพลิงไหม้นั้นเผาบ้านของเดเรค แต่สไตลส์หรือแม้แต่เรายังไม่รู้เลยว่าบ้านหลังนั้นตั้งอยู่ไหน”

“มันเกี่ยวข้องได้ลีเดีย เพราะเราไม่รู้ว่าสไตลส์เคยเห็นมันมาก่อนหรือเปล่า สก็อตนายพอจะจำได้มั้ยว่าบ้านที่อยู่ในฝันของสไตลส์นั้นเป็นยังไง?”

ดร.ดีตันตอบคำถามลีเดียและหันไปถามสก็อตถึงรูปพรรณของบ้านหลังดังกล่าวที่เด็กหนุ่มผู้โชคร้ายฝันถึงมัน

“หลังใหญ่ สีขาว เอ่อ..เป็นแนวโกธิค และอยู่ในป่าลึกชนิดที่ว่าลึกมาก”

คำตอบทั้งหมดทำให้คนที่ไม่เคยอุทานถึงพระเจ้าอย่างดร.ดีตันต้องอุทานออกมาด้วยความตกใจเป็นอย่างมาก และราวกับรู้อะไรบางอย่างที่เด็กทั้งสามไม่รู้

“พวกนายไม่เคยเห็นบ้านเดเรคสินะ สก็อต..บ้านในฝันนั้นของสไตล์ คือบ้านของเขา”

คำพูดที่ทำเอาทั้งมนุษย์หมาป่า และแบนชีต่างมองหน้ากันและกันด้วยความตกใจชนิดที่ว่าชาตินี้คงไม่มีเรื่องอะไรให้ตกใจมากไปกว่านี้อีกแล้ว

.

.

.

ถ้าสันนิษฐานไม่ผิด มีอยู่สองอย่างที่เดเรคต้องการจากสไตลส์”

“หนึ่ง เขาต้องการให้สไตลส์เข้าฝูง อาจเพราะเห็นอะไรบางอย่างในตัวเด็กคนนั้น”

“และสอง เขาต้องการสไตลส์ไปเป็นเครื่องสังเวยพลังให้แก่ตัวเอง”

 

ดร.ดีตันกำลังนั่งทบทวนถึงบทสนทนาเมื่อสองชั่วโมงที่ผ่านที่เขาได้พูดคุยกับเด็กซนๆทั้งสามคน โดยบอกเหตุผลถึงความเป็นไปได้ที่ทำให้เรื่องแปลกๆแบบนั้นเกิดขึ้นกับสไตลส์ ..และเขารู้ดีว่ามีอีกข้อหนึ่งที่ไม่ได้บอกออกไป เพราะข้อนี้คือความเป็นไปได้มากที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับใครสักคนที่อัลฟ่าต้องการตัว

ด้วยความที่เป็นที่ปรึกษาให้กับครอบครัวหมาป่ามานาน เขารู้ดีว่าถึงเวลาที่เหล่าอัลฟ่าจะมีช่วงฮีทกันแล้ว และว่ากันตามตรงพวกนั้นมักจะระบายออกกับบรรดาลูกฝูงเบต้าหรือโอเมก้าไร้ฝูงโดยไม่สนเรื่องเพศ ขอเพียงแค่อยู่ใกล้ในเวลาแบบนี้และพร้อมยอมตกเป็นที่ระบายอารมณ์ราคะก็พอ พอหลังจากผ่านช่วงฮีทไปแล้วตัวใดที่ผสมพันธุ์กับอัลฟ่ามักมีแรงดึงดูดที่รุนแรงและยิ่งตัวไหนที่ให้ความพอใจกับอัลฟ่าได้มากพอก็อาจได้รับเลือกให้เป็นคู่ครอง ทั้งนี้ทั้งนั้นคู่ครองเปลี่ยนไปได้ในทุกๆช่วงครั้งที่มีอาการฮีท ซึ่งการฮีทนี้จะมีเพียงปีละครั้ง

แต่สำหรับอัลฟ่าบางตัว อาจไม่รู้สึกอยากหรือมีอารมณ์ร่วมกับตัวใดๆเลยเพราะตนนั้นมีคู่แท้อยู่แล้วที่อาจเป็นได้ทุกสายพันธุ์ไม่ว่าจะหมาป่าด้วยกัน หรือมนุษย์โดยที่เจ้าตัวเองก็ไม่รู้ว่าคนคนนั้นคือใคร จะมีเพียงบางสิ่งบางอย่างที่เชื่อมโยงกันเท่านั้น บางตัวอาจเป็นการเพิ่งพบเจอกันครั้งแรก ตกหลุมรักกัน มีเซ็กซ์และจบด้วยการเป็นคู่รักตลอดการ หรือบางตัวก็อาจมีการฝันถึงทั้งที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน แต่น้อยมากที่จะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับสไตลส์ก็ถือเป็นสิ่งที่ยากนักที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะกับมนุษย์ที่ถูกกำหนดมาให้เป็นคู่ครองของอัลฟ่า

“ถือซะว่าเป็นเรื่องดีนะสไตลส์ หึหึ”

ดร.ดีตันหัวเราะชอบใจเมื่อนึกไปถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ สไตลส์คงหัวปั่นแน่นอนเมื่อรู้ว่าตนต้องตกเป็นของหมาป่าบ้าพลังอย่างเดเรค

TBC.

ตอนสองมาแล้ว มาแบบง่วงๆ มึนๆ ถถถถถถถถ สไตลส์นี่เนื้อหอมจริงลยน้าาาาาา หอมขนาดหมาที่อยู่ไกลๆได้กลิ่นแล้วต้องมาหาเลยทีเดียว :3

อยากบอกว่าแต่งเองลุ้นเอง /ก๊ากกกกกก/ ทุกคนก็คงรู้แล้วเนอะว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายเอกของเรา ที่ไม่รู้คืออะไรที่สไตลส์ไม่ยอมบอกนะ? /แต่งเองลืมเองว่าสไตลส์เก็บอะไรไว้ในใจ ง่อววววว/

ขอสารภาพอีกอย่างคือช่วงนี้ไล่ดูซุปแนชย้อนหลังจนถึงซีแปดแล้ว! *น้ำตาจะไหล* และเห็นว่าเดสเทียลมีอยู่มากมาย เลยอยากสอบถามว่าใครชิปวินเซสต์/บาป/ แบบเราบ้างมั้ยคะ อร๊ายยยก๊าวยิ่งนัก -///-

ยังไงก็ขอให้สนุกกับsterekนะคะ :D

Advertisements

[STEREK] Werewolf? Seriously?! ( 1 )

Title : Werewolf? Seriously?! ( 1 )

Couple : Derek Hail x Stiles Stillinski

Rate : PG

Author : Lizxeh

Warning : Boy’s love

Note :

– ในเรื่องนี้สก็อตถูกเปลี่ยนให้เป็นหมาป่าแล้ว แต่มีเพียงดร.ดีตัน เดเรค และชาวฝูงเท่านั้นที่รู้ ดังนั้นสไตลส์ เมลิสซ่า(แม่สก็อต) นายอำเภอ ยังไม่มีใครรู้เรื่องนี้

– สไตลส์ไม่รู้เรื่องราวเกี่ยวกับบ้านของตระกูลเฮลที่ถูกไฟไหม้เมื่อหลายปีก่อน

– เดเรคเป็นอัลฟ่า และเป็นคนเปลี่ยนสก็อตให้เป็นมนุษย์หมาป่าด้วยเพราะความผิดพลาดบางอย่าง

** ฟิคชั่นเรื่องนี้เกิดขึ้นจากจินตนาการของผู้เขียน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบุคคล,เหตุการณ์หรือสถานที่จริงใดๆทั้งสิ้น ถ้าไม่ชอบแนะนำให้คลิกกากบาทตรงหัวมุมนะคะ **

================================================================================

สมัยตอนเป็นเด็กๆได้แต่คิดสงสัยว่าหมาป่าอย่างในนิทานจะมีจริงหรือเปล่า? จนเมื่อโตขึ้นถึงเพิ่งรู้ว่าแท้จริงมันมีมานาน มีก่อนที่คนแต่งนิทานจะคิดได้เสียอีก

แล้วหมาป่าที่กลายร่างเป็นคนนี่สิ มีจริงหรือ?

สไตลส์กำลังหงุดหงิดกับการบ้านคณิตศาสตร์ในวันนี้ เพราะเมื่ออาทิตย์ก่อนเขาบาดเจ็บจากการลงเล่นลาครอสจึงต้องหยุดเรียนไปทั้ง อาทิตย์ นอนน่าเบื่ออยู่ที่บ้านคนเดียว ยังโชคดีที่เมลิสซ่าหรือแม่ของสก็อตแวะมาเยี่ยมเยียนพร้อมช่วยดูแลอาการบาดเจ็บของเขาจนมันหายดี และในวันนี้เขาจึงกลับไปเรียนอีกครั้งด้วยความรู้สึกดีใจที่จะได้เจอเพื่อนรักอย่างสก็อตและคนอื่นๆอีกมากมาย แต่แล้วก็ต้องมึนตึ้บเมื่อเจอบทเรียนวิชาตัวเลขที่เขาแสนเกลียดและมันทำเอาเขาแทบอยากอ้วกออกมาด้วยความมึนงงในทุกสิ่งที่ครูสาวหน้าห้องยืนพูดๆๆๆๆๆๆๆจนหมดเวลา

“บ้าชิบ! ใครเป็นคนคิดค้นไอ้วิชานี้ขึ้นมาวะ”

สองมือยกขึ้นเกาศีรษะของตนก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นยีจนเส้นผมสีดำนั่นชี้ไปมาคนละทาง สายตาของเด็กหนุ่มเหลือบไปเห็นหนังสือเผ่าพันธุ์ของหมาป่าและตำราเก่าเก็บเรื่องมนุษย์หมาป่ากลายร่างที่ยืมมาจากห้องสมุดก่อนวันที่เขาจะบาดเจ็บจากการเล่นกีฬา ดังนั้นแม้แต่สักหน้าของมันจึงยังไม่ถูกเปิดอ่าน

สมุดการบ้านถูกโยนไว้บนกระเป๋าเมื่อคิดได้ว่าจะไปลอกเพื่อนในวันพรุ่งนี้ เพราะตอนนี้สไตลส์มีเรื่องให้ต้องทำ นั่นคือการศึกษาประวัติอันเก่าแก่ของมนุษย์หมาป่าเรื่องปรัมปราที่มักพบเห็นได้จากทีวีซีรี่ส์ จากนิยาย หรือจากภาพยนตร์เรื่องดังเรื่องหนึ่งที่ทำเอาสาวๆอยากจะเข้าสิงนางเอกของเรื่องเพราะจะได้ใกล้ชิดทั้งพระเอกและพระรองในเรื่อง เห็นทีคืนนี้คงต้องศึกษากันเสียหน่อยว่าจริงๆแล้วมนุษย์หมาป่าจะน่าหลงใหล เหมือนในภาพยนต์ที่ได้เห็นกันรึเปล่า

.

.

.

บ้านหลังใหญ่กลางป่าลึกที่หากเดินมาอาจเหนื่อยตายก่อนจะถึงจุดหมายพาให้สไตลส์ยืนงงงวยกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า ควันไฟที่กำลังลุกลามทั่วบ้านสีขาวสวยงามแนวโกธิคและเสียงกรีดร้องของผู้คนที่ทรมานจนแสบแก้วหูและเมื่อตั้งตัวได้เด็กหนุ่มก็วิ่งไปยังบ่อน้ำใกล้ๆ ดึงเชือกที่ผูกติดกับถังขึ้นมาก่อนจะปลดออกและวิ่งเอามันไปสาดใส่บ้านหลังใหญ่ที่กำลังท่วมไปด้วยเพลิงไฟจนแดงฉาน แม้รู้ว่าช้าแต่ไม่มีสิ่งใดจะช่วยให้ไฟที่แผดเผาอยู่นั้นลดลง เด็กหนุ่มกังวลกับเสียงกรีดร้องที่ก่อนหน้านี้ดังจนเขาแสบหูแต่ในตอนนี้มันเบาลง เบาลงพอที่จะทำให้เขาตัดสินใจตักน้ำราดตัวเองแล้ววิ่งเข้าไปในบ้านหลังนั้น อย่างน้อยขอเพียงแค่ได้ช่วยใครสักคนให้รอดพ้นจากพายุเพลิงนี่ก็ยังดี

.

.

.

“ลส์..สไตลส์ เฮ้!”

“เห้ยยยยยยยยยยยยยยยยย!!!!!!!!”

สก็อตทำหน้างงเมื่อเพื่อนสนิทของตนสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมกับแหกปากเสียงดังราวกับเพิ่งตื่นจากฝันที่ดูเลวร้ายแบบสุดๆ และสิ่งที่ช่วยยืนยันว่าความคิดของสก็อตนั้นคงถูกต้องแบบถ้าซื้อหวยคงถูกแจ็คพ็อต36ล้าน นั่นคือจำนวนเม็ดเหงื่อข้างขมับของเด็กหนุ่มตรงหน้าที่แทบเปียกใบหน้าแต่ดูเหมือนสไตลส์จะไม่รู้สึกถึงมัน

“นาย.. โอเคนะ?”

สไตลส์พยักหน้าส่งๆไปเป็นการบอกว่าตนโอเคแม้ตอนนี้จะไม่โอเคเลยก็ตามเพราะในเหตุการณ์ที่เขาเข้าใจว่ามันเป็นจริงดันกลับกลายเป็นฝันไปเสียได้ แถมยังดูอันตรายสุดและตัวเขาในฝันนั้นกำลังจะถูกไฟคลอกตาย

“เอ่อคือ..อันที่จริงแล้วไม่โอเคเลยว่ะ”

เป็นอันว่าในวันนี้ทุกคาบเรียนเพื่อนๆทุกคนจะไม่ได้เห็นสก็อต แมคคอล และสไตลส์ สติลลินสกี้ ในห้องเรียนเลยตั้งแต่เช้าจนเย็น

“ฉันเข้าไปช่วยพวกเขาไม่ทัน มันน่ากลัวมาก ไฟมันลุกท่วมไปหมดเลย!”

สไตลส์เล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นเมื่อเขาและสก็อตพากันมาหาของรองท้องที่ร้านอาหารไม่ใกล้ไม่ไกลจากบ้าน มันเป็นฝันที่ประหลาดที่สุดตั้งแต่เคยได้ฝันมา ความร้อนและประกายเพลิงรวมถึงเสียงกรีดร้องนั่นเหมือนจริงไปหมดราวกับเขาได้ไปยืนอยู่ตรงจุดนั้น แต่ช่วยใครไม่ได้เลย

“เอ่อ.. คือมันเป็นแค่ฝัน สไตลส์ นายแค่ฝัน โอเค๊?”

สก็อตพูดปลอบเพื่อนด้วยสีหน้าประหลาดใจราวกับสิ่งที่ได้ยินมาทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องเพ้อเจ้อของเพื่อนสนิทที่มักดูหนังหรืออ่านหนังสือมากไปแล้วเก็บมาฝัน

“นายไม่เชื่อฉัน พระเจ้า! ขนาดสก็อต แมคคอลยังไม่เชื่อฉันเลย!”

สไตลส์รู้สึกหมดหนทางในการระบายความอัดอั้นตันใจที่เกี่ยวกับฝันครั้งนี้ เพราะขนาดเพื่อนสนิทที่สุดที่ยอมฟังและผ่านอะไรบ้าบอมาด้วยกันอย่างสก็อต แมคคอล ยังไม่เชื่อเขา เขาก็ไม่รู้แล้วว่าจะหันไปพึ่งใคร

“ฉันยอมรับว่ามันแปลกประหลาด แต่นายก็เคยฝันอะไรที่มันแย่กว่านี้นี่สไตลส์”

เขามองหน้าสก็อตก่อนจะถอนหายใจออกมา เมื่อนึกไปถึงประโยคที่เขาบอกกับเจ้าตัวไปว่าฝันครั้งนี้มันแปลกกว่าฝันแปลกๆที่เขาเคยฝันมาทั้งหมด เพราะต่อให้จะฝันแปลกแค่ไหนเขาก็รู้ว่ามันมาจากหนังที่ดูหรือหนังสือที่อ่านทั้งนั้น แต่เรื่องราวคราวนี้มันไม่เกี่ยวอะไรเลยกับหนังสือที่มีและเขายังไม่ได้ดูหนังเกี่ยวกับไฟไหม้ที่ไหนมาด้วย

“เฮ้เพื่อนฟังนะ นายควรเลิกคิดถึงมันได้แล้ว ที่นี่ไม่มีเหตุการณ์ไฟไหม้อะไรทั้งนั้นล่ะ ซุปนายจะหายร้อนแล้ว”

สก็อตพูดออกมาในที่สุด เมื่อเขาเห็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวนั่งทำหน้าเบื่อโลกอยู่ตรงกันข้ามทั้งที่มีซุปข้าวโพดของโปรดมาวางอยู่ตรงหน้าแท้ๆ แต่เพื่อนเขากลับไม่สนใจอะไรมันเลย เอาแต่พูดเกี่ยวกับฝันประหลาดๆที่เขารู้ดีว่าเจ้าตัวคงเพ้อเจ้อไปเองก็เท่านั้น

“ฉันไม่ค่อยหิวแล้ว แต่จะไม่กินมันเลยก็รู้สึกสงสารพ่อครัวยังไงไม่รู้ กลัวเขาจะเข้าใจว่าอาหารตัวเองไม่อร่อย เพราะงั้นฉันจะกินเสียหน่อยแล้วกัน”

สก็อตยิ้มให้กับคำพูดติดตลกนั่นแล้วลงมือทานสเต็กเนื้อตรงหน้าอย่างมีความสุข

คลินิกสัตว์เล็กๆใจกลางบีคอนฮิลส์ในวันนี้เต็มไปด้วยสุนัขมากมายที่ไม่รู้พร้อมใจกันป่วยมาจากไหน ทุกตัวมีอาการแทบเหมือนกันหมดนั่นคืออ่อนแรง ไม่กินอาหาร แต่ก็ไม่ได้ป่วยแต่อย่างใด

“อาการแบบนี้คืออาการทางจิตใจของหมา มันเป็นธรรมชาติ นายไม่ต้องกังวลไปหรอกสก็อต”

เจ้าของคลินิก ดร.ดีตันเดินมาบอกเมื่อเห็นว่าลูกจ้างคนเดียวของเขานั้นท่าทางไม่สบายใจตั้งแต่มาเข้างานเมื่อช่วงเย็น

“เอ่อ.. ผมไม่เข้าใจ ทำไมล่ะครับ?”

สก็อตสงสัย เพราะตั้งแต่ทำงานที่นี่มาเขาไม่เคยเห็นสุนัขหลายตัวจะป่วยพร้อมกันแถมยังเป็นอาการป่วยแบบแปลกๆอีกด้วย

“มันเป็นสัญญาณที่บอกว่ามีสุนัขที่มีอำนาจกำลังจะกลับมา”

ดร.ดีตันยิ้มเหยียดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวขัดเด็กหนุ่มที่ทำท่าทางจะถามคำถามอีกยาว

“อันที่จริงต้องบอกว่าคนแบบนายแต่มีอำนาจเหนือกว่า กำลังจะกลับมาด้วยสาเหตุบางอย่าง”

.

.

.

สก็อตกำลังจิตตก เมื่อคิดได้ว่าใครกันที่จะกลับมาเร็วๆนี้ เพราะคนคนนั้นทำให้เขากลายเป็นอย่างที่ไม่ควรเป็นในทุกวันนี้ แม้มันจะดีที่โรคประจำตัวต่างๆที่มีจะหายไป เล่นกีฬาได้ดีขึ้น หรือกระทั่งความสามารถที่ไม่ควรมีอย่างการได้ยินผู้คนพูดคุยกันจากระยะไกล

..และในตอนนี้สก็อตกำลังได้ยินเสียงฝีเท้าที่ความเร็วคงที่แต่กำลังก้าวเข้า มาใกล้เขาเรื่อยๆ ราวกับเจ้าตัวล็อคเป้าหมายไว้แล้ว

“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ”

ชายหนุ่มในชุดสีดำทั้งตัวตบบ่าเขาแล้วพูดเบาๆ มันจะไม่น่ากลัวเลยหากเขาไม่ยิ้มแยกเขี้ยวส่งมาพร้อมกับดวงตาสีแดงประกายในคืนเดือนมืดแบบนี้

..จีซัส คืนนั้นเขาไม่น่าไปวิ่งเล่นในป่ากับสไตลส์เลย

TBC.

กราบสวัสดีมิตรรักแฟนเพลงทุกท่าน (ถถถถถถถถ) ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกันค่ะ

– ความเป็นจริงคือนี่เป็นฟิคทีนวูล์ฟเรื่องที่สองที่แต่งและลงบล็อค แต่ทุกๆคนจะเห็นเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียวค่ะ เพราะเรื่องเก่าเรารู้สึกว่ามันดูแปลกๆยังไงชอบกล ดราม่าแบบไม่มีสาเหตุ แถมเรายังแต่งตอนที่สองไม่จบและคาดว่าอาจถึงทางตันแล้ว T——–T

– ดังนั้นจึงอยากขอให้ใครที่เคยอ่านหรือเห็นมันผ่านๆ ก็ช่วยๆลืมมันไปแล้วมาเอ็นจอยกับเรื่องนี้ดีกว่าค่ะ ขอแบบหน้าด้านๆกันเลลยทีเดียว 555555555555555555555555555555555555555555555555555

– ใครที่ไม่ดูทีนวูล์ฟ แนะนำว่าดูเลยค่ะ ดูเถอะค่ะ คู่นี้ก๊าวมากจริงๆ เดเรคออกมาแต่ละทีนี่ขโมยซีนตล๊อดๆ แถมชอบมีโมเม้นกับสไตลส์บ่อยๆด้วย ฟฟฟฟฟฟฟฟฟ

– แต่มาช่วงซีสาม รู้สึกว่าโมเม้นจะไม่ค่อยเยอะเท่าที่ผ่านมาเลย บางฉากเจอกันก็แทบไม่ได้พูดคุย TT———TT บางทีเจฟฟ์(ผู้กำกับ) อาจต้องการแยกสองคนนี้ก็เป็นได้ 555555555555555

– ไม่พูดถึงซีสี่เนอะ …. นิดนึงก็ได้ ซีสี่แอบงงกับเดเรคที่จู่ๆก็มีเมีย …………………..

ไปแล้วค่ะ รู้สึกจะบ่นเยอะไปแล้ว